1️⃣ ยอดขายตกต่อเนื่อง แม้คุณจะลงทุนการตลาดหนักขึ้น
ทุ่มงบยิงโฆษณามากขึ้น แต่ยอดขายกลับไม่โตตาม ค่าโฆษณาแพงขึ้นทุกปี แต่ Conversion ไม่ดีเหมือนเดิม ทำโปรโมชั่น แล้วได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นช่วงสั้น ๆ และยอดขายก็ร่วงทันทีเมื่อหยุดโปร คุณจึงรู้สึกเหมือน “ยิ่งทำ ยิ่งเหนื่อย ยิ่งไม่มั่นคง”
2️⃣ แบรนด์ไม่ชัด จึงถูกมองว่าเป็น “แค่อีกหนึ่งคลินิก”
ลูกค้าเปรียบเทียบคุณกับคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา เพราะมองไม่เห็นความแตกต่าง ไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจน ว่าทำไมต้องเลือกคลินิกของคุณ ลูกค้าจดจำคลินิกจากโปรโมชั่น มากกว่าจดจำเพราะ “คุณค่ของบริการ” ผลคือ คุณจึงขายยาก ปิดยาก และทำให้ต้องกลับไปสู้ด้วย “ราคา” ทุกครั้ง จนเลือดสาด
3️⃣ สู้กันด้วยราคา จนกำไรหาย หรือแทบไม่มีกำไร
คู่แข่งลดราคา คุณก็ต้องลดตาม เพื่อไม่ให้เสียลูกค้า พอมียอดขายเข้ามา กำไรก็หายไปกับโปรโมชั่น สุดท้ายธุรกิจอาจดูดีแค่ยอดขาย แต่กำไรต่ำจนแทบไม่เหลือ คุณจึงรู้สึกว่า “ทำยอดได้เยอะ แต่เงินไม่เหลือ”
4️⃣ ไม่มีลูกค้าใหม่ “ที่มีคุณภาพ”
ลูกค้าใหม่ที่เข้ามา มักถูกดึงด้วยโปรโมชั่น และไม่กลับมาใช้บริการซ้ำ ลูกค้าคุณภาพสูงก็ไม่กล้าเลือก เพราะมองไม่เห็นความน่าเชื่อถือ ที่ต่างจากตลาด การหาลูกค้าใหม่ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกปี เพราะคลินิกใหม่ ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด คุณจึงขาดความยั่งยืน เพราะลูกค้าใหม่ส่วนใหญ่ จะเป็นลูกค้าที่ซื้อครั้งเดียว แต่ไม่ซื้อซ้ำ
5️⃣ ลูกค้าเก่าไม่กลับมา (Retention ต่ำ)
ไม่ได้วางระบบติดตามหรือ CRM ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าไปลองใช้บริการที่อื่น เพราะถูกโปรโมชั่นดึง ไม่มีโปรแกรม Loyalty ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับแบรนด์ คุณจึงต้องหาลูกค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่าหลายเท่า
6️⃣ การจัดการต้นทุน ไม่สัมพันธ์กับรายได้
ค่าเช่าสถานที่ ค่าตกแต่ง ค่าอุปกรณ์ และค่าวัตถุดิบสูงมาก แต่รายได้ไม่โตตาม ทำให้สภาพคล่องติดลบ คุณจึงรู้สึกว่า “ทำงานเหนื่อยแทบตาย แต่เงินหมุนไม่พอ”
7️⃣ ไม่มีระบบวัดผลที่ชัดเจน (Data-Driven)
ไม่รู้ว่าเงินโฆษณาที่ลงไป คุ้มจริงไหม ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าลูกค้ามาจากช่องทางไหน การตลาดทำไปเรื่อย ๆ แบบหวังผลลัพธ์ แต่ไม่รู้ว่าอะไรใช้ได้จริง จึงนำไปสู่ การตัดสินใจที่ผิดพลาด และเสียเงินโดยไม่รู้ตัว
8️⃣ ขาดทีม “ที่ปิดการขายอย่างมืออาชีพ”
ทีมขาย/Consultant มักขายด้วยโปรโมชั่น ไม่ใช่ด้วยคุณค่า ทำให้ค่า Conversion ต่ำ และเสียลูกค้าให้คู่แข่งที่พูดได้ดีกว่า จึงส่งผลให้ยอดขายไม่สม่ำเสมอ และขึ้นอยู่กับ “คนขายเก่งไม่กี่คน”
9️⃣ เติบโตไม่ได้ แม้คุณจะตั้งใจลงทุน
เปิดสาขาใหม่ แต่ไม่มีกลยุทธ์แบรนด์ที่ชัด ทำให้รายได้ไม่ถึงเป้า ใช้เงินไปกับเครื่องมือและนวัตกรรม แต่ไม่รู้จักวาง Positioning ให้ต่างจากตลาด ลงทุนเยอะ แต่ไม่เห็นการเติบโตที่แท้จริง ความรู้สึกของคุณคือ “ลงทุน แล้วไม่คืนทุน”
✅ นี่คือความเจ็บปวด ที่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจ นอกจากเจ้าของคลินิกด้วยกันเอง
✅ ไม่ใช่แค่การหาลูกค้าเพิ่ม ไม่ใช่แค่การปิดการขาย แต่คือ “การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนในตลาดที่โหดร้ายและเปราะบาง”
✅ คลินิกความงาม ไม่ใช่แค่ธุรกิจขายความสวย แต่คือ “ธุรกิจที่ต้องขายความเชื่อใจ ขายแบรนด์ และขายความมั่นใจ”
✅ และถ้าเจ้าของคลินิกยังวิ่งแข่งด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียว ความเหนื่อย ความกดดัน และความเสี่ยง ก็จะไม่หายไปไหน
✅ เรารู้ว่าคุณไม่ได้ต้องการแค่ “อยากรอด” แต่คุณ “อยากเติบโตอย่างมั่นคงและเป็นที่ยอมรับในตลาด”
✅ และนี่คือ “แนวทางเชิงกลยุทธ์” ที่จะเปลี่ยนเกมให้ธุรกิจคลินิกความงามของคุณ “เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงและยืนอยู่ในตลาดได้อย่างมั่นคง”
✅ สถานที่ให้บริการ
BRANDING AND SOCIAL MEDIA MARKETING STRATEGY (THAILAND) CO., LTD.
299/754 หมู่บ้าน มัณฑนา เลค วัชรพล ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 63/2 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร 10220
Call Center : 097-225-2555
LINE OA : @branding
Website : www.branding.co.th
เวลาทำการ 24 ชม. ทุกวัน
Our Services
ที่ BRANDING.co.th เราเชื่อว่าธุรกิจที่ต้องการก้าวไปอีกขั้น ไม่สามารถพึ่งเพียงแค่การทำการตลาดหรือการเปลี่ยนภาพลักษณ์เพียงผิวเผิน แต่ต้องอาศัย การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Rebranding) ที่พลิกมุมมองธุรกิจใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างจุดยืนที่ชัดเจน แข่งขันได้จริง และต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ที่บริการของเราเน้นให้คำปรึกษาเพื่อรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์ เพราะสุดท้ายแล้วแบรนด์ที่ต้องการเปลี่ยนเกมเพื่อก้าวไปอีกขั้นหรือเพื่อออกจากลูปเดิม ๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงการรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์ได้ โดยเราจะวิเคราะห์ถึง กลยุทธ์ธุรกิจ โครงสร้างแบรนด์ และการสื่อสาร เพื่อให้แบรนด์ของคุณไม่เพียงแค่ “สวย” แต่ยัง “ทำงานได้จริง” ในตลาด
สิ่งที่เรามุ่งเน้น
1. Strategic Brand Consulting – วิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และกำหนดทิศทางใหม่ให้แบรนด์ของคุณ
2. Corporate & SME Rebranding – รีแบรนด์เพื่อขยายสเกลธุรกิจ วางตำแหน่งของแบรนด์ใหม่ และสร้างความแตกต่างในตลาด
3. CEO & Personal Branding – เสริมบทบาทผู้นำและเจ้าของธุรกิจให้ทรงพลังและน่าเชื่อถือ
4. Workshops & Training – เวิร์กชอปเพื่อให้คุณและทีมเข้าใจการรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์อย่างแท้จริง
5. Brand Communication Design – ออกแบบการสื่อสารที่คมชัด สร้างการจดจำ และเชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับคุณค่าแบรนด์
เราไม่เพียง “ปรับภาพลักษณ์” แต่เราจะช่วยคุณ “เปลี่ยนเกมธุรกิจ”
ผลลัพธ์ของการทำงานกับ BRANDING.co.th คือแบรนด์ที่แข็งแรง มีจุดยืนที่ชัดเจน แตกต่าง เป็นมืออาชีพ และได้รับการวางตำแหน่งใหม่ เพื่อเปลี่ยนเกมในตลาดเดิมและก้าวสู่ตลาดใหม่ ๆ ด้วยความมั่นใจ
Private Consult เพื่อรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์
(Strategic Rebranding Consultant)
Private Consult สำหรับเจ้าของคลินิกความงาม
(For Aesthetic Clinic Owners)
➡️ ค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่กำไรไม่แน่นอน
เปิดคลินิกความงามไม่ใช่เรื่องเล็ก เจ้าของต้องลงทุนกับ ทำเลที่ดี เครื่องมือแพทย์ทันสมัย ยาและเวชภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน รวมถึงการตลาด ที่ไม่สามารถหยุดทำได้แม้แต่วันเดียว แต่ในขณะเดียวกัน รายได้กลับไม่คงที่ บางเดือนยอดขายพุ่งสูง แต่บางเดือนกลับแทบไม่มีคนไข้เดินเข้ามาเลย ค่าเช่าร้าน ค่าแรงพนักงาน และค่ายาไม่เคยรอใคร สิ่งเหล่านี้กลายเป็น ภาระที่กดดันทุกลมหายใจ
➡️ การแข่งขันที่รุนแรงและราคาที่ถูกตัดจนเจ็บ
ปัจจุบันมีคลินิกความงามเกิดขึ้นแทบทุกมุมเมือง แต่ละแห่งก็ใช้กลยุทธ์ “ลดราคา ดึงลูกค้า” ทำให้ตลาดนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง เจ้าของคลินิกหลายคนต้องเผชิญกับคำถามว่า “เราจะลดราคาตามเพื่อเอายอด หรือจะรักษามาตรฐานและยอมเสียลูกค้าไป?” นี่คือความเจ็บปวดที่แท้จริง เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหนก็เหมือนเสียเปรียบเสมอ
➡️ ลูกค้าไม่ได้มองหาความงามอย่างเดียว แต่ต้องการ “ความเชื่อใจ”
หลายครั้งลูกค้าไม่ได้เลือกคลินิกเพราะเครื่องมือแพทย์ทันสมัยหรือแพทย์เก่งเพียงอย่างเดียว แต่เขาเลือกจาก ความมั่นใจว่า “ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ” แต่ปัญหาคือ ในตลาดที่เต็มไปด้วยคำโฆษณาและโปรโมชั่นล่อใจ เจ้าของคลินิกที่ซื่อสัตย์กลับถูกกลบเสียง ความเจ็บปวดที่แท้จริงคือ การพยายามสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดที่เต็มไปด้วย “สัญญาที่ไม่จริง”
➡️ ความเหนื่อยล้าที่ไม่ได้พูดออกมา
เจ้าของคลินิกหลายคนทำงานแทบไม่มีวันหยุด ต้องคอยดูแลทั้ง ทีมแพทย์ พนักงาน การตลาด การเงิน และลูกค้า ทุกปัญหาถาโถมเข้ามาพร้อมกัน คุณอาจเคยถามตัวเองว่า “เราทำคลินิกเพื่ออะไร? เพื่อจะได้เหนื่อยขนาดนี้เหรอ?” แต่ก็ไม่มีคำตอบ เพราะคุณรู้ว่า ถ้าหยุด ทุกอย่างจะพัง นี่คือความโดดเดี่ยวที่แทบไม่มีใครมองเห็น
➡️ ภาพลักษณ์ที่สร้างยาก แต่พังง่าย
ในวงการความงาม ชื่อเสียงคือทุกอย่าง แต่กว่าจะสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ อาจต้องใช้เวลาหลายปี พร้อมกับการลงทุนในคุณภาพ การบริการ และรีวิวที่ดีจากลูกค้า ทว่า เพียงรีวิวแย่ ๆ หนึ่งครั้ง หรือข่าวลือที่ไม่จริงเพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำลายภาพลักษณ์ที่คุณสร้างมาทั้งหมดได้ ภายในเวลาไม่กี่วัน นี่คือความเปราะบางของธุรกิจที่เจ้าของคลินิกทุกคนต้องเผชิญ
➡️ แบรนด์ที่ไม่ชัดเจน = ธุรกิจที่ไม่มั่นคง
ความเจ็บปวดที่หลายคนไม่ค่อยรู้ตัวคือ “คลินิกไม่ได้มีตัวตนที่แตกต่าง” เมื่อทุกคลินิกโฆษณาเหมือนกันว่า “คุณหมอเก่ง เครื่องมือทันสมัย โปรโมชั่นคุ้มค่า” ลูกค้าจะจำได้อย่างไรว่า “ทำไมต้องเลือกคุณ?” การไม่มีแบรนด์ที่ชัดเจน จะทำให้คุณต้องแข่งด้วยราคาเสมอ และสุดท้ายก็เหนื่อยมาก แต่ได้กำไรน้อย
➡️ ความไม่แน่นอนของกฎหมายและมาตรฐาน
อีกหนึ่งความกดดันที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือกฎหมายและมาตรฐานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หลายครั้งเจ้าของคลินิกต้องเผชิญกับ การตรวจสอบ การเปลี่ยนข้อบังคับ การปรับมาตรฐาน ที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายและความกังวลว่า “เราจะทำผิดโดยไม่ตั้งใจหรือเปล่า?” สิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าของคลินิกอยู่ในสภาวะที่ ไม่เคยสบายใจจริง ๆ
➡️ การสร้างทีม ที่เหนื่อยยิ่งกว่าการรักษาคนไข้
ในธุรกิจความงาม คนสำคัญไม่ใช่แค่หมอ แต่รวมถึง ที่ปรึกษาความงาม (Consultant), พนักงานต้อนรับ, ทีมการตลาด และสิ่งที่เจ็บปวดคือ การหาคนที่เข้าใจงานจริง ๆ นั้นยากเหลือเกิน คนเก่งอยู่ไม่นาน คนใหม่ก็ต้องฝึกซ้ำ และทุกครั้งที่ทีมไม่เสถียร ยอดขายและประสบการณ์ของลูกค้าก็พังตามไปด้วย
➡️ ความรู้สึก “เหนื่อยแต่ต้องแกล้งทำเป็นสู้”
ต่อหน้าลูกค้าและทีมงาน เจ้าของคลินิกต้องทำตัวเข้มแข็ง ต้องบอกทุกคนว่า “เราจะผ่านไปได้” แต่ในใจลึก ๆ หลายครั้งคุณอยากจะปล่อยมือ อยากจะหนีไปพักบ้าง แต่ทำไม่ได้ เพราะมีทั้งความรับผิดชอบและหน้าที่ ที่ผูกมัดไว้
เจ้าของคลินิกความงามทุกคนรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่ธุรกิจธรรมดา แต่คือธุรกิจที่เดิมพันด้วย ความเชื่อใจของคนไข้ ชื่อเสียงของแบรนด์ และความเปราะบางของตลาด คุณไม่สามารถชนะได้ด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียว เพราะวันหนึ่งจะมีคนที่ขายถูกกว่าคุณเสมอ
คุณไม่สามารถหวังพึ่ง “โปรโมชั่น” เพียงอย่างเดียว เพราะมันไม่เคยสร้างความยั่งยืนให้กับใคร สิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ คือ “แนวทางที่ชัดเจน” ที่จะทำให้คลินิกของคุณ แตกต่าง มีคุณค่า และเติบโตได้อย่างมั่นคง
และนี่คือ “7 แนวทางเชิงกลยุทธ์” ที่จะช่วยให้เจ้าของคลินิกความงาม ก้าวขึ้นมาเป็น “แบรนด์ตัวจริง” ที่ลูกค้าเลือกโดยไม่ลังเล
1️⃣ แนวทางที่ 1 : จาก “โปรโมชั่น” สู่ “แบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อใจ”
สิ่งแรกที่คลินิกต้องเลิกพึ่ง คือโปรโมชั่นลดราคา เพราะมันทำให้ลูกค้าเข้ามาหาคุณ “ด้วยเหตุผลที่ผิด” แนวทางที่แท้จริงคือ “สร้างแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อใจและอยากบอกต่อ” ใช้ Brand Positioning ที่ชัดเจน เช่น คลินิกที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Anti-aging, ผิวใส, ศัลยกรรมปรับรูปหน้า ฯลฯ) แทนที่จะพยายามทำทุกอย่าง
สร้าง Content การแพทย์ที่มีความรู้จริง แต่เล่าให้ง่าย และทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่า “ที่นี่เชื่อถือได้” เน้นการสร้าง “ประสบการณ์ ไม่ใช่แค่การขาย” เช่น การดูแลก่อน-หลัง การรักษาที่แตกต่าง ถ้าไม่มีแบรนด์ ลูกค้าจะมองคุณเหมือนคลินิกทั่วไป แต่ถ้ามีแบรนด์ ลูกค้าจะเลือกคุณ แม้ราคาจะไม่ได้ถูกที่สุด
2️⃣ แนวทางที่ 2 : สร้าง “Trust Journey” ไม่ใช่แค่ Customer Journey
คลินิกทั่วไป มักวาง Customer Journey แค่ “โฆษณา → สนใจ → ซื้อ → ติดตามผล” แต่ความจริงแล้ว ธุรกิจนี้ต้องสร้าง Trust Journey คือเส้นทางที่ลูกค้าค่อย ๆ รู้จักคุณ และเพิ่มความเชื่อมั่นจนตัดสินใจ
→ ระยะ Awareness : ให้ความรู้เชิงลึกเรื่องความงาม ปลอดภัย และการดูแล
→ ระยะ Consideration : แสดงรีวิวที่จริงใจ พร้อมเคสเปรียบเทียบก่อน–หลัง ที่มีมาตรฐาน
→ ระยะ Decision : ให้คำปรึกษาแบบ Human Touch ที่ลูกค้ารู้สึกว่า “คุณเข้าใจปัญหาของฉันจริง ๆ”
→ ระยะ Loyalty : เปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็น “ผู้แนะนำ” ผ่านระบบ Referral หรือ Membership
ความเชื่อใจไม่ได้เกิดในวันเดียว แต่สร้างได้ถ้าคุณ “มีระบบ”
3️⃣ แนวทางที่ 3 : การตลาดแบบ “Authority Marketing”
ลูกค้าจะไม่เชื่อคำโฆษณาอีกต่อไป แต่เขาเชื่อ “ผู้เชี่ยวชาญ” แนวทางที่เจ้าของคลินิกต้องทำคือ สร้างตัวเองหรือทีมแพทย์ให้เป็น Authority (ผู้นำทางความคิด) ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Facebook Live ที่ตอบคำถามจริง ๆ แบบไม่ขายตรง ๆ บทความหรือโพสต์ที่อธิบายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษา การถูกเชิญเป็น Speaker หรือที่ปรึกษาในงานสัมมนา
เมื่อคุณกลายเป็น “ผู้ให้ความรู้” ลูกค้าจะเลิกเปรียบเทียบคุณกับคลินิกราคาถูก เพราะเขามองว่าคุณคือ “ผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ”
4️⃣ แนวทางที่ 4 : สร้างทีมขายที่เป็น “Consultant” ไม่ใช่ “เซลส์”
Pain Point หนักของคลินิก คือการหาทีมขาย (Consultant) ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อใจ ไม่ใช่แค่ปิดการขายแบบกดดัน แนวทางคือ
→ ฝึกทีมให้ใช้ Consultative Selling คือเข้าใจปัญหาของลูกค้าก่อน แล้วค่อยเสนอวิธีแก้ ไม่ใช่ยัดโปรโมชั่น
→ ให้ทีมเรียนรู้ Storytelling ของแบรนด์ เพื่อเล่าได้ว่าทำไมคลินิกนี้จึงแตกต่าง
→ วางระบบ Commission ที่เน้นคุณภาพของการปิด ไม่ใช่แค่จากยอดขาย
ลูกค้าในวงการความงาม ไม่ได้อยากเจอ “เซลส์” แต่พวกเขาอยากเจอ “ที่ปรึกษาระดับมืออาชีพ”
5️⃣ แนวทางที่ 5 : ใช้ Data และระบบ CRM ที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
ถ้าเจ้าของคลินิก ตัดสินใจจาก “ความรู้สึก” มากกว่าข้อมูลจริง เช่น ซื้อโฆษณาไป แต่ไม่รู้ว่าปิดการขายได้จริงหรือไม่
แนวทางคือการใช้ Data-Driven Marketing และ CRM (Customer Relationship Management) เก็บข้อมูลว่าโฆษณาช่องทางไหนปิดการขายได้จริง วิเคราะห์ว่าเคสไหนใช้บริการซ้ำ เคสไหนหายไป ใช้ระบบอัตโนมัติ (เช่น Line OA, Email Marketing) เพื่อติดตามลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะในธุรกิจที่การแข่งขันสูง ข้อมูลคืออาวุธลับ
6️⃣ แนวทางที่ 6 : ลงทุนกับ “แบรนด์แพทย์” ควบคู่กับ “แบรนด์คลินิก”
ลูกค้าหลายคน เลือกคลินิกเพราะ “คุณหมอ” ดังนั้น แนวทางที่ชัดคือ “สร้าง Personal Branding ให้แพทย์ ควบคู่ไปกับ Branding ของคลินิก” ให้คุณหมอทำคอนเทนท์ที่เป็นตัวเอง (ไม่ต้องแข็งเกินไป) สร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “ชื่อหมอ” และ “ชื่อคลินิก” ให้ผูกติดกันในใจลูกค้า ทำให้ “คุณหมอและแบรนด์คลินิก” กลายเป็น “เหตุผล” ที่ลูกค้าเลือกที่นี่ ไม่ใช่เพราะโปรโมชั่น
7️⃣ แนวทางที่ 7 : การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Rebranding)
สุดท้าย ถ้าคลินิกของคุณ เจอปัญหาว่า “ยังทำโปรลดราคาสู้คู่แข่ง” “ไม่อัดโปรก็ไม่มียอด” “แบรนด์ไม่ชัดเจน” “ลูกค้าไม่เห็นความแตกต่างจากคลินิกอื่น” “ตำแหน่งของแบรนด์ยังไม่ได้” “ยอดขายไม่มั่นคง” “เอาลูกค้าคุณภาพหรือกลุ่มบนไม่อยู่” “ขายแพคเกจราคาสูงไม่ได้” หรือ “ถูกคู่แข่งแย่งลูกค้าไปเสมอ” สิ่งที่คุณต้องทำ ไม่ใช่แค่ปรับการตลาด แต่คือ “การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Rebranding)
“การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Rebranding) ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้ โทนสี ดีไซน์ หรือปรับภาพลักษณ์ แต่มันคือ การชัดเจนว่า “คุณอยากถูกจดจำว่าอะไร? อยู่ในตำแหน่งไหน? ใครคือลูกค้าของคุณ?” แล้ววางกลยุทธ์การสื่อสาร ที่ทุกคนในทีม พูดไปในทิศทางเดียวกัน และสร้าง “ระบบแบรนด์”
→ “แบรนด์” คือ “ตัวตน” ของธุรกิจ
→ “ระบบแบรนด์” คือ “เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง” ที่ขับเคลื่อนแบรนด์ ให้เดินต่อได้ แบบไม่สะดุด
(ระบบแบรนด์ คือ “โครงสร้าง + กลยุทธ์ + เครื่องมือ” ที่ทำให้แบรนด์ สื่อสารได้อย่างชัดเจน มีประสิทธิภาพสูง มีความสม่ำเสมอ และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว)
✅ “รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” คืออะไร และสามารถ “เปลี่ยนเกม” ให้กับธุรกิจได้อย่างไร
บางคนอาจคิดว่า “การรีแบรนด์” หมายถึงการเปลี่ยนโลโก้ สี ดีไซน์ หรือความสวยงาม (CI) แต่ถ้าคุณพูดถึง “การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Rebranding) จะลึกกว่านั้นมาก มันคือการ “วางตำแหน่งใหม่ให้กับทั้งธุรกิจ” เพื่อให้สอดคล้องกับ “ตลาดเป้าหมาย” “สร้างความแตกต่างที่ชัดเจน” และ “เปิดประตูสู่การเติบโตที่ใหญ่กว่า”
“การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” คือการทบทวน “กลยุทธ์ธุรกิจ + ตำแหน่งของแบรนด์ + จุดยืนของแบรนด์ + ภาพลักษณ์ + การสื่อสาร” ใหม่ทั้งหมด
โดยมีเป้าหมายเพื่อ
➡️ กำหนดตำแหน่งใหม่ในตลาด (Repositioning)
➡️ สร้างคุณค่าที่เหนือกว่าการแข่งขันด้านราคา
➡️ ปรับแบรนด์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตระยะยาว
➡️ เชื่อมโยงคุณค่าธุรกิจกับความคาดหวังของลูกค้าอย่างแม่นยำ
แล้วการรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์มันเปลี่ยนเกมให้ธุรกิจได้อย่างไร?
➡️ จากแข่งขันด้านราคา → สร้างมูลค่าที่เหนือราคา
แทนที่จะถูกบีบด้วยการแข่งขันราคาที่ไม่จบสิ้น การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์จะทำให้คุณยืนอยู่ในตลาดด้วยคุณค่าที่แตกต่าง ลูกค้าเลือกคุณเพราะ “แบรนด์” ไม่ใช่เพราะราคาที่ถูกที่สุด
➡️ จาก SME ธรรมดา → แบรนด์ที่พร้อมสเกล
หลาย SME ติดเพดานการเติบโตมานานหลายปี เพราะ “แบรนด์ไม่แข็งแรงพอที่จะเข้าสู่ตลาดใหม่หรือเจรจากับพาร์ทเนอร์รายใหญ่” การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์จะสร้างภาพลักษณ์และจุดยืนที่ทำให้คุณ “น่าเชื่อถือสูง” และ “คู่ค้าต้องการร่วมงานกับคุณ” รวมถึงพาร์ทเนอร์รายใหญ่ก็จะมองคุณแตกต่างจากเดิม
➡️ จากธุรกิจที่ถูกมองข้าม → ธุรกิจที่โดดเด่น
ในตลาดที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง การสื่อสารที่ไม่คมชัด จะทำให้แบรนด์ของคุณ “ถูกกลืนหาย” แต่เมื่อคุณรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์ คุณจะมีจุดยืนที่แตกต่าง และเป็นที่จดจำ ลูกค้าจะเลือกคุณ เพราะคุณคือ “คำตอบที่ดีที่สุด” ไม่ใช่เป็นแค่ “หนึ่งในหลาย ๆ ตัวเลือกในตลาด”
➡️ จากแบรนด์ที่ล้าหลัง → แบรนด์ที่ทันสมัยและน่าเชื่อถือ
โลกธุรกิจไม่เคยหยุดนิ่ง การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์คือการอัปเดตทั้งกลยุทธ์และภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย เพื่อทำให้แบรนด์ของคุณ ดูมีพลัง และไม่ตกขบวน
➡️ สุดท้ายแล้ว
การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์ “คือการลงทุนเพื่อเปลี่ยนเกม” จากธุรกิจที่ “พยายามดิ้นรน” ให้กลายเป็นธุรกิจที่ “มีพลัง มีจุดยืน พร้อมขยายสู่ตลาดใหม่ ๆ ด้วยความมั่นใจ และเติบโตได้จริงอย่างชัดเจน”
✅ “ผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์” ที่คุณมีโอกาสได้รับ จากการ “รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” อย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่แค่ปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์
➡️ แตกต่าง และสามารถเหนือกว่าคู่แข่งได้
แบรนด์ที่ผ่านการวางกลยุทธ์อย่างดี จะมี “จุดยืน” และ “ภาพจำ” ที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย ๆ ไม่ต้องแข่งขันด้วยราคาหรือการตลาดแบบสิ้นเปลือง แต่แข่งขันด้วยคุณค่าและการรับรู้เชิงลึกในใจของลูกค้า (ออกจากสงครามราคานั่นเอง)
➡️ เป็นตัวเลือกแรก ๆ ในใจของลูกค้า
เมื่อแบรนด์มีตำแหน่งที่ชัดเจน (Positioning) และมีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอในทุก Touchpoint ลูกค้าจะจดจำคุณได้ทันที และเลือกคุณเป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ โดยไม่ลังเล แม้จะมีคู่แข่งจำนวนมากในตลาดก็ตาม
➡️ น่าเชื่อถือสูง เพื่อขายของราคาสูง
แบรนด์ที่มีโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ จะไม่ใช่แค่สวย แต่ “มีที่มา” และ “มีเหตุผลรองรับ” ทำให้สามารถสร้าง Trust ได้ในระดับสูง ทำให้เป็นแบรนด์ที่ “กล้าตั้งราคาแบบพรีเมียม” และ “มีคนเต็มใจจ่าย”
➡️ ขยายธุรกิจได้ง่ายกว่าและเร็วกว่า
แบรนด์ที่ “มีระบบ” จะสามารถต่อยอดได้ทันทีเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะขยายสินค้า ขยายแฟรนไชส์ ขยายทีม หรือเปิดตลาดใหม่ ๆ เพราะรากฐานของแบรนด์แข็งแรง ไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง
➡️ ลดภาระ ลดเวลา ลดค่าการตลาด
เมื่อแบรนด์ “พูดแทนคุณได้จริง ๆ” ทุกการตลาดจะง่ายและประหยัดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ต้องทำแคมเปญใหม่ตลอดเวลา เพราะแบรนด์คือทรัพย์สิน (Brand Asset) ที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าให้กับธุรกิจของคุณ
➡️ จัดการง่าย พึ่งตัวเองได้ ใครก็ทำได้
“ระบบแบรนด์” ที่วางไว้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ทีมงานหรือพาร์ทเนอร์สามารถทำงานต่อได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยแต่เจ้าของในการตัดสินใจเรื่องการสื่อสารหรือการตลาดอีกต่อไป สามารถช่วยลดความเสี่ยงให้กับ “ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาเจ้าของตลอดเวลา” ได้
➡️ สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้
การรีแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์ เปรียบเสมือนการเปลี่ยนจาก “จักรยาน” มาเป็น “เครื่องยนต์” จะช่วยให้ธุรกิจของคุณ สามารถเติบโตแบบ Exponential ได้ ไม่ใช่แค่แบบเส้นตรง และยังสร้างความพร้อมในการแข่งขัน ในจังหวะที่ตลาดเปลี่ยน
➡️ เปลี่ยนตำแหน่งของแบรนด์ให้สูงขึ้น
ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้หรือโทนสี แต่เปลี่ยน “การรับรู้ของตลาด” ว่าแบรนด์ของคุณ “ยืนอยู่ในระดับไหน” เช่น จากผู้เล่นรายย่อย กลายมาเป็นผู้นำในตลาด หรือจาก Local Player กลายมาเป็น Regional หรือ National Brand
➡️ เปลี่ยนสเกลของธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น
เมื่อแบรนด์ถูกวางรากฐานใหม่ให้แข็งแรง การสเกลธุรกิจจะไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มยอดขาย แต่เป็นการ “ยกระดับในหลายมิติ” เช่น ระบบขององค์กร โครงสร้างทีม การตลาด และการบริหารแบรนด์ในระยะยาว เป็นต้น
รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Rebranding)
คือการ “มองหมากทั้งกระดาน” เพื่อ “พลิกเกม” และไม่ใช่แค่เรื่องโลโก้ สี หรือดีไซน์ แต่คือการ “วางตำแหน่งใหม่ให้ทั้งธุรกิจ”
บางแบรนด์ หลังจาก "รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์" (Strategic Rebranding) ลูกค้าเห็นแค่ครั้งเดียว ก็รู้ว่า “นี่คือแบรนด์ระดับมืออาชีพ” ที่พวกเขาจะเชื่อมั่น ถ้าต้องเลือกใช้บริการผู้ให้บริการในด้านนี้ โดยเฉพาะ “ลูกค้ารายใหญ่” และ “ลูกค้ากลุ่มบน” ที่จะเลือกใช้บริการเฉพาะแบรนด์ระดับมืออาชีพเท่านั้น ไม่ใช่ใครก็ได้
บางแบรนด์ หลังจาก “รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Rebranding) ทำให้คนที่รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว เช่น ผู้ติดตามเพจ ผู้คนในชีวิตจริง จากที่ไม่เคยสนใจแบรนด์นี้เลย ก็เริ่มหันมาสนใจและดูข้อมูลบริการ แล้วแบรนด์นี้ก็กลายมาเป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ ในใจของพวกเขา
บางแบรนด์ “จากที่ไปต่อไม่ได้แล้ว” แต่หลังจาก “รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Rebranding) ไม่ใช่แค่ทำให้สามารถไปต่อได้ “แต่ยังได้ลูกค้ารายใหญ่” แบบที่ไม่เคยได้มาก่อน ตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจมา คือสเกลของลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ที่ไม่ใช่ความบังเอิญ
การไม่รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์ จะทำให้แบรนด์ยังติดอยู่ในอดีต การมีแบรนด์จะไม่สำคัญอะไร ถ้าแบรนด์ “ไม่มีความหมาย” และ “ไม่มีใครมองเห็น” การรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์จะนำแบรนด์ออกมาจาก “อดีต” แล้วมาเป็น “ผู้นำที่โดดเด่น” ในสายตาของตลาด
Private Consult
สำหรับเจ้าของคลินิกความงาม
หรือโรงพยาบาลความงาม
For Aesthetic Clinic & Medical Aesthetic Center Owners
✅ การเป็นเจ้าของคลินิกความงาม ฟังดูเป็นงานที่หรูหรา เต็มไปด้วยความสวยงาม และโอกาสทางธุรกิจ
✅ แต่เบื้องหลังรอยยิ้มของลูกค้า และบรรยากาศในคลินิกที่ดูดีนั้น แท้จริงแล้ว มีความกดดัน ความเสี่ยง และความเจ็บปวด ที่หลายคนไม่เคยเข้าใจ
✅ เจ้าของคลินิกความงามเท่านั้น ที่รู้ความจริงที่ว่า “วงการนี้แข่งขันสูง และโหดร้ายกว่าที่คิด”
✅ ขอแนะนำ บริการ Private Consult สำหรับเจ้าของคลินิกความงาม หรือโรงพยาบาลความงาม เพื่อ “รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Rebranding)
✅ บริการนี้รับเฉพาะท่านที่เป็นเจ้าของธุรกิจเท่านั้น ไม่สามารถให้ผู้อื่นมาแทนได้
WHY US?
➡️ เราไม่ได้ทำให้แบรนด์แค่ “สวย” แต่ทำให้ “ขายได้” และ “โตได้จริง”
➡️ เรามีประสบการณ์กว่า 10 ปี “มีไอเดียเชิงกลยุทธ์” ที่คุณตามหา
➡️ เราออกแบบแบรนด์เชิงกลยุทธ์ “เคียงข้างเจ้าของ” ไม่ใช่แค่ทำตามบรีฟ
➡️ ทุกเคส คือ Customized Branding ที่ตรงกับความต้องการของคุณ
➡️ การให้บริการ อยู่ภายใต้ Privacy Policy ไม่ถ่ายภาพ ไม่ทำรีวิว จะไม่มีใครรู้ว่าคุณมาหาเรา
WHAT WE DO?
➡️ 1. วิเคราะห์แบรนด์ปัจจุบัน
วิเคราะห์เชิงลึก ถึงสถานการณ์แบรนด์ของคุณในปัจจุบัน ทั้งในมุมมองภายใน และภาพลักษณ์ภายนอก เพื่อค้นหาจุดแพง แล้วออกแบบแบรนด์ใหม่ ให้แพงกว่าเดิม แตกต่าง ทรงพลัง และสามารถเปลี่ยนทิศทาง (เปลี่ยนเกม) ให้กับธุรกิจของคุณได้
➡️ 2. กำหนดทิศทางใหม่ของแบรนด์
ร่วมเสนอแนวคิด เพื่อออกแบบทิศทางใหม่ให้กับแบรนด์ในระดับกลยุทธ์ ทั้งในด้านวิสัยทัศน์, พันธกิจ, ค่านิยมองค์กร และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ในระยะยาว โดยเน้นการเชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กร เพื่อให้แบรนด์สามารถเป็น “เข็มทิศ” ของการเติบโตอย่างยั่งยืน
➡️ 3. ออกแบบโครงสร้างแบรนด์ใหม่
ให้คำแนะนำ การวางโครงสร้างของแบรนด์ เพื่อจัดระเบียบการรับรู้ของลูกค้าอย่างเป็นระบบ และการปรับจุดยืนของแบรนด์ให้มีเอกลักษณ์ชัดเจน แข็งแกร่ง แตกต่างจากคู่แข่ง และ “มีพื้นที่” ในใจของกลุ่มเป้าหมาย
➡️ 4. กำหนดสารหลักของแบรนด์
ร่วมเสนอแนวคิด เพื่อกำหนดการสื่อสาร “สารสำคัญ” ของแบรนด์ที่ชัดเจน โดดเด่น และมีพลัง เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการสื่อสารในทุก Touchpoint และทุกแพลตฟอร์ม ให้แบรนด์มี “สารที่ชัดเจน แตกต่าง และผู้คนจำได้”
➡️ 5. แนะนำแนวทางการวางระบบสำหรับทำตลาดออนไลน์
แนะนำแนวทางการวางระบบสำหรับทำตลาดออนไลน์ ให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของแบรนด์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการตลาดในยุคดิจิทัล และให้แบรนด์สามารถเติบโตแบบเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ (Omnichannel) และสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
➡️ 6. เป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้า 2 เดือน เพื่อพาเปลี่ยนผ่าน (เฉพาะในส่วนของการตลาดออนไลน์เท่านั้น)
เป็นพี่เลี้ยง เพื่อพาลูกค้าเปลี่ยนผ่าน จากกลยุทธ์เดิม ไปสู่กลยุทธ์ใหม่ โดยลูกค้าสามารถติดต่อที่ปรึกษาได้ 24 ชั่วโมง ทุกวัน บริการนี้ให้บริการทุกขั้นตอน โดย คุณอลงกรณ์ ดอกดวง (Founder & MD of BRANDING.co.th) ให้บริการจากประสบการณ์กว่า 10 ปี
➡️ 7. ร่วมประชุมวางแผนกับทีมผู้บริหาร
ร่วมประชุมเชิงกลยุทธ์กับทีมผู้บริหาร เพื่อให้ทั้งทีมเห็นทิศทางใหม่ของแบรนด์เป็นภาพเดียวกัน และสามารถนำกลยุทธ์ไปใช้ได้ ทั้งในด้านการสื่อสาร การขาย การตลาด และการบริการลูกค้า
➡️ 8. โปรดทราบ
❌ บริการนี้ จะเป็นที่ปรึกษาในการสร้างแบรนด์ และอยู่ในขอบเขตของการทำตลาดออนไลน์เท่านั้น ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาด้านอื่น ๆ ให้กับลูกค้า เช่น ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย, ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาในการบริหารธุรกิจหรือการจัดการภายในองค์กร เป็นต้น
❌ บริการนี้ ไม่ใช่การรับสร้างแบรนด์ (ไม่ใช่การรับทำ)
❌ บริการนี้ ไม่ใช่การรับสร้างหรือรับดูแลสื่อออนไลน์ให้กับลูกค้า
❌ บริการนี้ ไม่ใช่การรับบริหารทีมหรือลีดทีมให้กับลูกค้า
❌ การดำเนินกลยุทธ์ตามคำแนะนำของที่ปรึกษา ให้เป็นดุลยพินิจของลูกค้า ที่ปรึกษาจะไม่ได้บังคับให้ทำตาม
❌ บริการนี้ ไม่ใช่การรับบริหารธุรกิจ ที่ปรึกษาจะไม่ได้การันตียอดขายหรือการันตีความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ
✅ บริการ Private Consult สำหรับเจ้าของคลินิกความงาม หรือโรงพยาบาลความงาม เพื่อ “รีแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Rebranding)
✅ ให้บริการทุกขั้นตอน โดย คุณอลงกรณ์ ดอกดวง (Founder & MD of BRANDING.co.th) ประสบการณ์กว่า 10 ปี
ผมคือ “ที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์เชิงกลยุทธ์” ที่พร้อมจะเดินร่วมทางไปกับคุณ เพราะทุกธุรกิจ ล้วนต้องการ “แบรนด์ที่แข็งแรง” สิ่งที่ผมทำคือ การพาธุรกิจออกจากกับดักเดิม ๆ
➡️ บางแบรนด์ เริ่มต้นจากศูนย์ และไม่รู้ว่าจะวางตำแหน่งของแบรนด์อย่างไร ให้มีจุดยืนที่มั่นคง
➡️ บางแบรนด์ กำลังเผชิญกับวิกฤติ ยอดขายหด ลูกค้าหาย ไม่มีใครจดจำแบรนด์ได้ และถูกคู่แข่งบีบให้แข่งขันด้วยราคา
➡️ บางแบรนด์ แม้จะเติบโตได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ติดเพดาน ไม่สามารถขยายตลาดได้ และไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนในตลาด
➡️ บางแบรนด์ เป็นแบรนด์ระดับสูง เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูง แต่ภาพลักษณ์และการสื่อสาร ยังไม่ทันยุค ทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปอย่างน่าเสียดาย
นี่คือ Pain Points ที่ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันคือเหตุผลที่ทำให้ผมเป็น “ที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (Strategic Branding Consultant)
ผมทำงานกับเจ้าของธุรกิจโดยตรงเท่านั้น ไม่ได้ทำงานกับพนักงานของลูกค้า และผมจะทำงานกับลูกค้าด้วยตัวเองในทุกขั้นตอนของบริการ ไม่ใช่เอเจนซี่ที่จ้างพนักงานให้มาทำงานแทนผม และผมไม่ใช่นักออกแบบ CI หรือดีไซน์เนอร์ ที่มุ่งแค่ “ทำให้แบรนด์สวย”
แต่สิ่งที่ผมทำคือ “วิเคราะห์ธุรกิจ”, “ออกแบบโครงสร้างของแบรนด์ใหม่”, “วางตำแหน่งของแบรนด์ใหม่” และ “ออกแบบกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนเกมให้กับธุรกิจ”
แนวทางของผม คือการเข้าไปจับ “จุดยุทธศาสตร์ที่แท้จริงของแบรนด์” เพราะมันคือแก่น คือสิ่งสำคัญที่สุด และเร่งด่วนที่สุด ที่เจ้าของแบรนด์จะต้องทำ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ใด และอุตสาหกรรมไหน
➡️ เริ่มต้นจากศูนย์ ยังมองภาพรวมไม่ออก
➡️ ไปต่อไม่ได้ ไม่รู้จะเอายังไงดี
➡️ ติดเพดาน วนอยู่ในลูปเดิม ๆ มาหลายปี
➡️ เจอวิกฤติหนัก มืดแปดด้าน หาทางออกไม่เจอ
➡️ มองหาโอกาสใหม่ ๆ และต้องการยกระดับของแบรนด์
➡️ ต้องการขยายธุรกิจ และสเกลธุรกิจใหม่
ผมจะทำงานกับคุณ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แบรนด์ของคุณ ไม่เพียงแค่ “ดูดี” แต่ต้อง มีจุดยืนที่ชัดเจน, แตกต่าง และสร้างพลังให้ธุรกิจของคุณ สามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ
ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์, พัฒนาต่อยอด หรือต้องการรีแบรนด์ “การสร้างแบรนด์เชิงกลยุทธ์” (หรือรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์) จะไม่ใช่แค่การเปลี่ยน “ภาพลักษณ์” แต่คือการ “เปลี่ยนอนาคต” ให้กับธุรกิจของคุณ และผมจะยืนอยู่ตรงนี้ เพื่อพาคุณก้าวไปสู่อนาคตนั้น
ธุรกิจที่มั่นคงและแตกต่าง เริ่มต้นจากแบรนด์ที่ “ชัดเจนและทรงพลังพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง” หากคุณต้องการที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ “เพื่อเปลี่ยนเกม” ผมยินดีที่จะร่วมเดินทางไปกับคุณ บนเส้นทางของ “การสร้างแบรนด์อย่างแท้จริง”
อลงกรณ์ ดอกดวง
• Founder & MD of BRANDING.co.th
• Strategic Branding Consultant
• 10+ Years of Experience
✅ ทำไม “การสร้างแบรนด์” (หรือรีแบรนด์) จึงควรมีที่ปรึกษา? (บริการนี้ ผู้ให้บริการจะเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวให้กับลูกค้าเป็นเวลา 2 เดือน)
➡️ 1. เพราะคุณต้องการ “คนพาทำ” ไม่ใช่แค่ “คนให้ความรู้”
ถ้าแค่เรียนรู้ แล้วกลับไปลองผิดลองถูกเอง คุณอาจ “ติดอยู่ที่เดิม” อีกหลายเดือนหรือหลายปี แต่ถ้ามีที่ปรึกษา คุณจะมี “คนพาเดินไปข้างหน้า” ทีละขั้น แบบไม่หลงทาง
➡️ 2. เพราะคุณต้องการ “เปลี่ยนเกม” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรูปลักษณ์
ที่ปรึกษาที่ดี จะพาคุณวิเคราะห์ “ลึกกว่า” แค่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่จะพาคุณเปลี่ยน “แก่นของแบรนด์” และเพิ่มกลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณ “โดดเด่นกว่าคู่แข่ง” ในระดับโครงสร้าง
➡️ 3. เพราะคุณต้องการ “ขยายธุรกิจ” อย่างมั่นคง และรวดเร็ว
การสร้างแบรนด์เพื่อขยายตลาดหรือสเกลธุรกิจ ต้องมี “ระบบ” ไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจ ที่ปรึกษาจะช่วยคุณวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ให้พร้อมเติบโต “อย่างเป็นระบบ”
➡️ 4. เพราะคุณต้องการ “ผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่คำแนะนำ”
ที่ปรึกษาจะทำงานเคียงข้างคุณ ช่วยวางแผน ใช้ประสบการณ์คิดแทนคุณในจุดที่ควรคิด และตรวจสอบทุกจุดอ่อนที่อาจทำให้แบรนด์ของคุณไม่ทรงพลัง
➡️ 5. เพราะคุณต้องการ “ลดความเสี่ยง”
การสร้างแบรนด์ หากวางกลยุทธ์ผิด อาจเสียลูกค้าเก่า และไม่ได้ลูกค้าใหม่ ที่ปรึกษาจะช่วยคุณวางแผน ให้การเปลี่ยนผ่านไม่มีผลกระทบ สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าเก่ามากกว่าที่เคย และสร้างลูกค้าใหม่ที่รู้จักแบรนด์แต่ยังไม่เคยเลือก
➡️ 6. เพราะคุณต้องการ “ทีมที่เข้าใจในสิ่งเดียวกัน”
ที่ปรึกษาจะช่วยให้ “คุณ” และ “ทีมของคุณ” เข้าใจทิศทางของแบรนด์ ไปในทางเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนจาก “ธุรกิจที่ต้องรอเจ้าของ” ไปสู่ “ทีมที่ทำงานแทนได้”
➡️ 7. เพราะคุณต้องการ “เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไป”
ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ จะรู้ว่า “จุดไหนต้องทุ่ม” “จุดไหนต้องเบรก” “จุดไหนต้องลุย” คุณจึงไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้จากความผิดพลาดหลาย ๆ ปี ที่สร้างความเสียหายมหาศาล กว่าจะได้เรียนรู้บางอย่าง
➡️ 8. เพราะคุณต้องการ “แบรนด์ที่คนอยากติดตาม ไม่ใช่แค่ขายได้”
“การสร้างแบรนด์เชิงกลยุทธ์” ไม่ใช่แค่เรื่องการขาย แต่คือการสร้าง “แบรนด์ที่น่าดึงดูด” ที่ปรึกษาจะช่วยคุณวางกลยุทธ์เพื่อสร้างผู้ติดตาม (สาวก) เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และยั่งยืนในระยะยาว
➡️ 9. เพราะคุณต้องการ “ยกระดับของแบรนด์ให้สูงกว่าที่เป็นอยู่”
การที่แบรนด์ของคุณ อยู่ในตลาดได้อย่างดี มาหลายปี ไม่ได้แปลว่า “จะดีขึ้นอีกไม่ได้” ที่ปรึกษาจะมองเห็นศักยภาพที่คุณยังไม่ได้ใช้หรือคุณอาจยังมองไม่เห็น เพื่อช่วยให้แบรนด์ของคุณ ขึ้นไปอยู่ในระดับที่คู่แข่งมองคุณเป็น “แบรนด์ต้นแบบ” (Benchmark)
➡️ 10. เพราะคุณไม่ได้ต้องการแค่ “อยู่รอด” แต่คุณต้องการ “นำตลาด”
ที่ปรึกษาไม่ได้แค่พาคุณหลบวิกฤต แต่จะพาคุณ “เปลี่ยนสถานะ” จากแบรนด์ที่ “วิ่งตามตลาด” ไปสู่แบรนด์ระดับ “แถวหน้า” ที่สามารถกำหนดทิศทางของตัวเองได้
✅ ค่าบริการ Private Consult สำหรับเจ้าของคลินิกความงาม หรือโรงพยาบาลความงาม
• Private Consult เจ้าของแบรนด์ 1 วัน เวลา 10:00 - 17:00 น. โดยลูกค้าสามารถเลือกวันได้เอง
• เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวให้กับลูกค้าเป็นเวลา 2 เดือน (เฉพาะเจ้าของแบรนด์ที่เข้าร่วม Private Consult เท่านั้น ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กร)
• ไม่มี Consult สำหรับทีมงานและพนักงาน
• ค่าบริการคิดตามจำนวนลูกค้าที่เข้าร่วม Private Consult
• ค่าบริการสำหรับลูกค้าท่านแรก 39,900 บาท ราคานี้รวม VAT 7% แล้ว (กรณี หัก ณ ที่จ่าย 3%, ยอดโอน 38,781.31 บาท, ยอด หัก ณ ที่จ่าย 1,118.69 บาท)
• ค่าบริการสำหรับลูกค้าท่านที่สองเป็นต้นไป คิดเพิ่มท่านละ 19,900 บาท ราคานี้รวม VAT 7% แล้ว (กรณี หัก ณ ที่จ่าย 3%, ยอดโอน ท่านละ 19,342.06 บาท, ยอด หัก ณ ที่จ่าย ท่านละ 557.94 บาท)
✅ วิธีแจ้งชำระเงิน
แจ้งชำระเงินได้ 3 ช่องทาง คือ โทรศัพท์, LINE และ Messenger
✅ ข้อมูลบริษัท สำหรับทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
• บริษัท แบรนดิ้ง แอนด์ โซเชียล มีเดีย มาร์เก็ตติ้ง สแทรททิจิ (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่)
• เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 0105557128025
• ที่อยู่ 299/754 หมู่บ้าน มัณฑนา เลค วัชรพล ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 63/2 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร 10220
• ให้ลูกค้านำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย มายื่นในวันทำ Private Consult
• รับ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ในวันทำ Private Consult