FOUNDER

& CEO

 

คุณอลงกรณ์  ดอกดวง

• Branding Consultant

• Founder & CEO of BRANDING.co.th

จุดเปลี่ยน

ในชีวิตของผม

หลังจบ ม.3 จากโรงเรียนบุณฑริกวิทยาคาร จ.อุบลราชธานี ผมเป็นคนเดียวในรุ่น ที่ได้รับโควต้าจากวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี สาขาอิเล็กทรอนิกส์ ให้เข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน เมื่อผมนำเรื่องนี้มาบอกพ่อ ผมดูออกว่าท่านภูมิใจในตัวผมมาก แต่พ่อหัวเราะกลบความรู้สึกที่แท้จริงของท่าน พ่อรู้ว่ายังไงผมก็ไม่ได้เรียน เพราะท่านไม่มีเงินส่งผมเรียน และในตอนนั้นก็ยังไม่มี กยศ.

เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ได้เรียน ผมจึงมุ่งสู่กรุงเทพมหานคร เป็นการเข้ากรุงเทพครั้งแรกในชีวิตของผม ด้วยวัย 15 ปี การพลาดโอกาสได้เรียนต่อในครั้งนั้น เป็นบทเรียนแรกที่สอนผมว่า “ชีวิตจริงมันไม่เหมือนในตำรา” มันทำให้ผมโตขึ้น ผมเริ่มเข้าสู่โหมดชีวิตจริง ไม่ได้อยู่แต่ในตำราเหมือนตอนเป็นนักเรียน ม.ต้น (ผมเป็นเด็กเรียน) เมื่อถึงกรุงเทพ งานแรกที่ผมทำคือเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่นั่นสอนให้ผมรู้จักมิติต่าง ๆ ของชีวิตและสังคม

ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตของผมจะเดินอยู่บนเส้นทางปกติเหมือนคนส่วนใหญ่ไม่ได้ “การคิดนอกกรอบและกลยุทธ์นอกตำรา” จึงเกิดขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผมได้กลับไปเรียนที่โรงเรียนบุณฑริกวิทยาคารจนจบ ม.6 แล้วกลับเข้ามากรุงเทพอีกครั้งเพื่อหางานทำ ผมทำงานอยู่ 3 ปี แต่ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย นอกจาก Sony Walkman 1 เครื่อง ชีวิตของผมยังวนอยู่ในลูปเดิม ๆ คือตื่นแต่เช้าโหนรถเมล์ไปทำงาน กลับถึงห้องเช่าก็ดึก เงินเดือนแค่พอค่าห้องเช่า ค่ารถเมล์ ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ (ไม่มีมือถือ) จึงคิดว่าผมจะอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องหาวิธีเปลี่ยนชีวิต ผมจึงเริ่มมองหาอาชีพที่มั่นคงและมีความก้าวหน้า

มีอยู่วันนีงผมได้อ่านนิตยสาร National Geographic ในเล่มนั้นมีคอลัมน์นึงพูดถึง “เป็นทหารเกณฑ์แล้วได้อะไร” เนื้อหาในคอลัมน์นี้บอกว่า ถ้าเป็นทหารเกณฑ์จะมีสิทธิ์สอบนักเรียนนายสิบ นักเรียนนายสิบมีสิทธิ์ได้รับคัดเลือกไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หลังจากผมอ่านคอลัมน์นี้จบ “การคิดนอกกรอบและกลยุทธ์นอกตำรา” ก็ผุดขึ้นในหัวของผมทันที

ตอนนั้นผมอายุ 21 ปี อีกไม่กี่เดือนต่อมาผมก็ไปเกณฑ์ทหาร แต่ไม่ได้จับใบดำใบแดง ผมสมัครเลย ผมเป็นทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1/41 เป้าหมายของผมคือการสอบนักเรียนนายสิบ แล้วทำไมก่อนหน้านี้ผมจึงไม่สอบในนามพลเรือน ก็เพราะว่าประสบการณ์ตอนจบ ม.3 มันทำให้ผมคิดอะไรรอบคอบขึ้น การเป็นทหารเกณฑ์ถ้าสอบนักเรียนนายสิบติดคือชัวร์ เพราะมีเลือดทหารแล้ว และเมื่อถึงฤดูกาลสอบนักเรียนนายสิบ ในกองร้อยที่ผมอยู่สอบติด 3 คน หนึ่งในนั้นคือผม และนี่คือจุดเปลี่ยนครั้งแรกในชีวิตของผม

ผมเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 3/42 เรียน 2 ปี หลังเรียนจบ ผมได้รับราชการเป็นนายสิบทหารบก ทำให้ชีวิตของผมมีความมั่นคง (ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ตั้งแต่ก่อนสมัครเป็นทหารเกณฑ์) ในระหว่างรับราชการ ผมได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่เป็นการหารายได้เสริมหลังเลิกงานและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แล้วสิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งที่สองในชีวิตของผมก็เกิดขึ้น นั่นคือการที่ผมปั้นตัวเองเป็นนักสร้างแบรนด์ (ท่านใดที่ตามผมมาหลายปีจะทราบว่าผมจัดคอร์สวันอาทิตย์ และจัดเวิร์คช็อปเวลา 18:00 น. ของวันพุธ)

หลังจากรับราชการมาได้ 17 ปี ผมได้ตัดสินใจลาออกจากราชการในปี 2560 ด้วยเหตุผลหลายข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผมต้องการอยู่กับพ่อในวาระสุดท้ายของท่าน และนี่คือจุดเปลี่ยนครั้งที่สามในชีวิตของผม (คุณแม่ของผมจากไปเมื่อปี 2545 ตอนนั้นผมรับราชการได้ 2 ปี และผมไม่ได้อยู่กับท่านในวาระสุดท้าย)

ผมชอบแก้ปัญหา

ตั้งแต่เด็ก

ในวัยเด็กผมเป็นนักประดิษฐ์ ตอนอยู่ ม.1 ผมทำเฮลิคอปเตอร์จากไม้ไผ่ โดยที่ไม่มีพื้นฐานความรู้อะไรเลย แค่เคยเห็นในทีวีเท่านั้นเอง มันคืองานอดิเรกของผม ที่เล่นอยู่คนเดียวตามลำพัง ผมใช้หนังยางเป็นแหล่งพลังงาน ลำตัวและใบพัด (โรเตอร์) ทำจากไม้ไผ่ ใช้ด้ามปากกาเรย์โนลด์สีเหลืองเป็นเพลาของใบพัด ผมเริ่มต้นด้วยการทำเฮลิคอปเตอร์แบบ 1 เครื่องยนต์ (1 เพลาด้ามปากกาเรย์โนลด์) พอมันบินขึ้นสู่อากาศ ลำตัวของมันจะหมุนสวนทางกับใบพัดแล้วก็ตกลงมา

ผมจึงแก้ปัญหาด้วยการทำเป็นแบบ 2 เครื่องยนต์ ซึ่งก็คือ 2 เพลาด้ามปากกาเรย์โนลด์นั่นเอง วางไว้ที่ส่วนหัวอันนึงและส่วนท้ายอันนึง กะว่าเพื่อให้เกิดความสมดุล จะได้แก้ปัญหาการหมุนของลำตัวซึ่งเป็นสาเหตุของการตก (ตอนนั้นผมไม่เคยรู้จักเฮลิคอปเตอร์แบบชีนุกมาก่อน และเพิ่งจะได้เห็นของจริงตอนที่เป็นนักเรียนนายสิบทหารบก อยู่ที่ศูนย์การทหารราบ จ.ประจวบคีรีขันธ์) แต่เฮลิคอปเตอร์ของผมก็ยังหมุนลำตัวสวนทางกับใบพัดแล้วตกลงมาเหมือนเดิม เพราะผมหมุนใบพัดทั้งสองไปในทางเดียวกัน จึงได้ลองหมุนใบพัดให้มันสวนทางกันดู ปรากฎว่าแก้ปัญหาได้สำเร็จ เฮลิคอปเตอร์ของผมเกิดความสมดุล ลำตัวของมันไม่หมุนแล้ว และผมมารู้เหตุผลตอนเรียนอยู่ ม.ปลาย (Action = Reaction)

ฟังดูอาจเหมือนง่าย เพราะผมเล่าแบบรวบรัด แต่ในความเป็นจริง กว่าผมจะคิดออก ว่าต้องให้ใบพัดสองอันมันหมุนสวนทางกันเพื่อแก้แรง ก็กินเวลาไปหลายชั่วโมง (เพราะงมเข็ม) และผมต้องทำใบพัดใหม่ 1 อัน เพื่อเปลี่ยนทิศทางของมันให้สวนทางกับอีกอันนึง มันเป็นอะไรที่สนุกและท้าทายอย่างยิ่ง เรื่องนี้สะท้อนนิสัยของผม 3 ข้อ คือ (1) ผมเป็นนักคิด (2) ผมเป็นนักแก้ปัญหา (3) ผมไม่ยอมแพ้

หลายท่านถามว่า

ผมเรียนจบอะไรมา

ในวัยเด็กผมได้เรียนรู้การใช้งานคอมพิวเตอร์มาบ้าง แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อทำงานด้านเอกสารเท่านั้น จนกระทั่งปี 2543 ผมจึงเริ่มพัฒนาทักษะด้านดิจิตอลอย่างจริงจัง สิ่งที่ผมทำคือการประยุกต์แล้วเชื่อมโยงองค์ความรู้ทั้งหมดที่ผมมีอยู่ เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการลงมือทำตามไอเดียด้านดิจิตอลของผม (เหมือนเรื่องเฮลิคอปเตอร์ไม้ไผ่) ผมพัฒนาตัวเองและสะสมทักษะด้านดิจิตอลมาเรื่อย ๆ ผ่านการลงมือทำ มันคือการพล็อตจุดลงบนแผ่นกระดาษมานานหลายปี จุดที่ถูกพล็อตลงบนแผ่นกระดาษของผม ไม่ได้มีแค่ทักษะด้านดิจิตอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงศาสตร์และศิลป์ทั้งหมดที่อยู่บนเส้นทางการพัฒนาตัวเองของผม

เพราะเพื่อแก้ปัญหาหนึ่ง ๆ การใช้ทักษะด้านดิจิตอลเพียงมิติเดียวนั้นยังไม่พอ เราต้องประยุกต์แล้วเชื่อมโยงองค์ความรู้ทั้งหมดที่เรามีเพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ ด้วย ทุกทักษะ ทุกศาสตร์ ทุกศิลป์ คือจุดหนึ่งจุดบนแผ่นกระดาษ เมื่อแผ่นกระดาษของเรามีจำนวนจุดที่มากพอ ก็จะทำให้เราสามารถลากเส้นต่อกันให้กลายเป็นภาพได้ ตัวอย่างเช่น “การสร้างแบรนด์” เราต้องใช้จุดจำนวนมากเพื่อลากเส้นต่อกันให้มันกลายเป็นภาพ และไม่ได้ใช้แค่ทักษะด้านดิจิตอลเพียงมิติเดียวเท่านั้น แต่ต้องประยุกต์แล้วเชื่อมโยงศาสตร์และศิลป์ทั้งหมดที่เรามีเพื่อสร้างแบรนด์

ผมจะสนใจเฉพาะสิ่งที่ใช้งานได้จริง ๆ และให้ผลลัพธ์สูง ๆ เท่านั้น เช่น Branding Strategy, Mindset, Domain Name, Facebook, WordPress.com (Website), Wix.com (Website), Google Products, Business Model, Business Ethics, Viral Content เป็นต้น เหล่านี้คือตัวอย่างของจุดบนแผ่นกระดาษของผม โดยผมจะนำแต่ละจุดมาประยุกต์แล้วเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ผมต้องการ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเดินคนละเส้นทางกับการศึกษาในระบบ การศึกษาของผมเป็นแบบตามอัธยาศัยและเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการเรียนรู้เพื่อใช้งานจริง ผ่านประสบการณ์จริง ที่ไม่มีหลักสูตร ไม่มีระยะเวลาในการเรียน และไม่ได้รับวุฒิการศึกษาใด ๆ

พอรู้ว่าผมมีวุฒิแค่ ปวส. บริหารธุรกิจ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ หลายท่านถามผมว่า ทำไมไม่เรียนต่อให้จบสูง ๆ เพราะลูกค้าให้ราคาวุฒินะ ผมตอบไปว่า ความสำเร็จของผมไม่ได้ขึ้นอยู่กับวุฒิ เพราะผมไม่มีแนวคิดที่จะไปสมัครงาน แต่ความสำเร็จของผมขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผมจึงโฟกัสที่การพัฒนาตัวเองเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะผู้คนต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถแก้ปัญหายาก ๆ ได้ ไปช่วยแก้ปัญหาให้เขา ส่วนลูกค้าจะเลือกใครนั้น ให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจว่า (1) จะเลือกคนที่มีวุฒิ แต่แก้ปัญหาไม่ได้ หรือ (2) จะเลือกคนที่ไม่มีวุฒิ แต่แก้ปัญหาได้ หรือ (3) จะเลือกคนที่มีทั้งวุฒิและแก้ปัญหาได้

ที่ผ่านมาผมได้รับเกียรติจากหลายหน่วยงานทั้งราชการและเอกชน เชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายและพาผู้เข้าอบรมทำเวิร์คช็อปเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ผ่าน Social Media โดยไม่ได้ถามว่าผมเรียนจบอะไรมา แต่จะดูว่าผมทำอะไรเป็น มีอยู่ครั้งนึงผมได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษา เชิญไปบรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับ ป.เอก ผมจึงเรียนให้ท่านทราบว่า ผมไม่มีวุฒิที่เทียบเท่าหรือสูงกว่าผู้ฟัง สามารถบรรยายได้หรือไม่ ท่านตอบว่าได้ เพราะท่านไม่ได้ดูที่ตรงนั้น

ไว้มาเขียนต่อนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม

อลงกรณ์  ดอกดวง

• Branding Consultant

• Founder & CEO of BRANDING.co.th

 

 

 

 

 

BRANDING.co.th

|

Branding Consultant

© 2023 by BRANDING.co.th

 

 

 

24 HOURS

SERVICE & CONTACT

BRANDING AND SOCIAL MEDIA

MARKETING STRATEGY

(THAILAND) CO., LTD.

บริษัท แบรนดิ้ง แอนด์ โซเชียล มีเดีย มาร์เก็ตติ้ง สแทรททิจิ (ประเทศไทย) จำกัด

ที่ปรึกษาในการสร้างแบรนด์

 

ที่ตั้งบริษัท

299/754 หมู่บ้าน มัณฑนา เลค วัชรพล ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 63/2 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร 10220 | Google Maps

เลขประจำตัวผู้เสียภาษี

0105557128025

บัญชีธนาคารของบริษัท

ธนาคารกสิกรไทย สาขา เทสโก้ โลตัส ประชาชื่น

ชื่อบัญชี บจก. แบรนดิ้ง แอนด์ โซเชียล มีเดีย มาร์เก็ตติ้ง สแทรททิจิ (ประเทศไทย)

เลขที่บัญชี 954-2-18082-7

FOLLOW US

Facebook
Instagram